อาหารที่ดีมีประโยชน์

อาหารที่ดีมีประโยชน์

ในปัจจุบันนี้อาหารที่ดีมีประโยชน์นั้นเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างมากที่สุดเลยก็เป็นได้เพราะอาหารเป็นสิ่งที่เราควรที่จะสนใจและให้ความใส่ใจอย่างมากที่สุด การที่เรากินอาหารที่ดีแล้วมีประโยชน์นั้นก็จะทำให้เรามีสุขภาพที่ดีมากยิ่งขึ้น ในทุกๆอย่างนั้นเป็นเรื่องที่เราควรที่จะให้ความสนใจและความใส่ใจอย่างมากที่สุดเลยก็เป็นได้

หลายๆสิ่งหลายๆอย่างนั้นเป็นเรื่องที่ดีอย่างมากที่สุดเพราะการที่เรารับประทานอาหารที่ดีนั้นก็จะทำให้เราประสบความสำเร็จไปด้วย การรับประทานอาหารที่ดีมีประโยชน์นั้นเป็นเรื่องที่เราควรที่จะให้ความสนใจและใส่ใจอย่างมากที่สุดเลยก็เป็นได้ หลายๆสิ่งหลายๆอย่างนั้นเราไม่ควรที่จะมองข้าม ในเรื่องของอาหารนั้นเป็นเรื่องที่ดีมีประโยชน์

การที่เรารับประทานอาหารที่ดีมีประโยชน์นั้นก็จะทำให้เราเองนั้นมีชีวิตที่ดีมากยิ่งขึ้นไปอีกด้วย ทุกสิ่งทุกอย่างนั้นเป็นเรื่องที่สำคัญและเป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างมากที่สุดเลย ในเรื่องของอาหารนั้นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ทำให้เรามีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีมากขึ้น อาหารนั้นเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างมากที่เราไม่ควรมองข้าม อาหารที่ดีมีประโยชน์นั้นเป็นเรื่องที่เราควรที่จะให้ความสนใจและใส่ใจอย่างมากที่สุด

เรื่องอาหารการกินนั้นเราสามารถเลือกได้ว่าเราอยากที่จะรับประทานอาหารแบบไหน เรื่องที่มีประโยชน์นั้นเราก็ต้องกินเพื่อให้ร่างกายของเรานั้นแข็งแรงสมบูรณ์มากที่สุดอีกด้วย อาหารที่ดีมีประโยชน์นั้นในปัจจุบันนี้ก็จะมีในเรื่องของผักและผลไม้ การที่เรารับประทานผักผลไม้นั้นก็จะยิ่งทำให้ร่างกายของเรานั้นแข็งแรงอย่างมากที่สุดเลย เรื่องทุกเรื่องนั้นเป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างมากที่สุดไม่มีใครหรอกที่อยากจะมีชีวิตที่ไม่ดีใครๆก็อยากที่จะมีชีวิตที่ดีอีกด้วย

ในหลายๆเรื่องนั้นด้านของอาหารเราก็ควรที่จะเลือกกินแต่ของที่ดีมีประโยชน์หลายๆสิ่งหลายๆอย่างนั้นเราควรที่จะให้ความสนใจและใส่ใจอย่างมากที่สุดเลย ทุกสิ่งทุกอย่างนั้นเป็นเรื่องที่สำคัญเป็นอย่างมาก การที่เราสนใจในเรื่องของการรับประทานอาหารเราต้องรู้ก่อนว่าเราควรที่จะรับประทานอาหารที่ดีและมีประโยชน์เพื่อให้ร่างกายของเรานั้นมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีมากยิ่งขึ้นไปด้วย

เรื่องนี้เป็นเรื่องทั่วไปที่มีประโยชน์อย่างมากที่สุดที่เราควรที่จะให้ความสนใจทุกสิ่งทุกอย่างนั้นเป็นเรื่องที่เราควรที่จะให้ความสนใจและใส่ใจไม่ควรมองข้าม

5 นิสัยของคนที่ประสบความสำเร็จที่คุณควรเริ่มทำตามตั้งแต่วันนี้

Successful businessman

เคยสงสัยกันบ้างไหมว่าทำไมคนบางคนถึงสามารถประสบความสำเร็จได้ นิสัยนั้นมีบทบาทสำคัญในการสร้างชีวิตของเราอย่างมาก จากการศึกษาเรื่องจิตวิทยาของมหาวิทยาลัยดยุคพบว่า 45% ของทุกสิ่งที่เราทำในชีวิตประจำวันเป็นปัจจัยในการสร้างนิสัยประจำวันขึ้นมา ถ้าอย่างนั้นนิสัยทั่วไปของผู้ที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างไรล่ะและแตกต่างจากของคนทั่วไปขนาดไหนเรามาอ่านกันเลยดีกว่า

1.อ่านหนังสือจนเป็นนิสัย

มีรายงานว่ามหาเศรษฐีนักลงทุนพันล้าน “Warren Buffett” เคยพูดเอาไว้ว่า “การอ่านคือนิสัยที่สำคัญอย่างหนึ่งที่เขาเลือกที่จะสร้างมันขึ้นมา”

นาย “Tom Corley” ซึ่งเป็นนักวางแผนด้านการเงินมืออาชีพ ต้องการวิจัยว่านิสัยของคนที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างไร เลยเชิญคนรวย 233 คน และคนไม่รวยอีก 128 คน มาสัมภาษณ์เพื่อเก็บข้อมูล โดยเสียเวลาไปถึง 5 ปี หลังการวิจัยก็พบว่ามีเครษฐีจำนวน 88% ที่มักจะอ่านหนังสืออย่างน้อยวันละครึ่งชั่วโมงหรือมากกว่านั้น

ซึ่งส่วนใหญ่แล้วหนังสือที่อ่านก็ไม่ใช่หนังสือนิยายแต่เป็น หนังสือประวิติศาสตร์ , หนังสือแนวพัฒนาตัวเอง และหนังสือแนวชีวประวัติของบุคคลต่างๆ

2.ตื่นนอนแต่เช้าจนเป็นนิสัย

การวิจัยของ “Tom Corley” ยังพบว่ามีพวกคนรวยมากถึง 50% ที่เป็นพวกตื่นนอนก่อนไปทำงาน 3 ชั่วโมง และนั่นก็ทำให้มีเวลาไปจัดการเรื่องอื่นๆก่อนที่จะต้องไปทำงานเช่น ออกกำลังกาย หรือวางแผนก่อนการทำงาน เป็นต้น

ยกตัวอย่างเช่น “Sheryl Sandberg” ผู้ดำรงตำแหน่ง “Chief Operating Officer” ของ “Facebook” ซึ่งเป็นที่รู้กันว่าเธอจะมาถึงที่ทำงานในตอน 7 โมงเช้าเสมอ หรือ “Anna Wintour” ผู้ดำรงตำแหน่ง “Editor-in-Chief” ของนิตยสาร “Vogue” ก็รีบตื่นเช้าไปเล่นเทนนิสตั้งแต่เวลา 5:45 นาฬิกา เป็นต้น

การนอนหลับให้เพียงพอนั้นก็เป็นสิ่งสำคัญอย่างแน่นอน ควรกำหนดเวลานอนและเข้านอนให้ตรงเวลาเสมอจะสามารถได้ตื่นเช้าได้โดยไม่มีอาการอ่อนเพลีย

3.ดูแลร่างกายและจิตใจให้ฟิตตลอดเวลา

เราทุกคนต่างก็รู้ถึงประโยชน์ของการมีไลฟ์สไตล์ที่ช่วยดูแลสุขภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการออกกำลังกายและการมีสภาพร่างกายที่ฟิตอยู่ตลอดเวลา

นาย “James Parrelly” ผู้ซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของบริษัท “Paw Pods” ซึ่งเป็นผู้ผลิตโรงศพสัตว์เลี้ยงที่ผลิตมาจากวัสดุย่อยสลายทางชีวภาพและมีความเป็นมิตรต่อสภาพแวดล้อม เคยบอกไว้ว่าผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จจำเป็นที่จะต้องมีสภาพจิตใจและร่างกายที่สมบูรณ์ การทำจิตใจให้สงบและการออกกำลังกายทุกวันจะช่วยให้คุณพร้อมเผชิญหน้ากับความท้าทายในการทำงานในแต่ละวัน

4.หมั่นเพิ่มพูนความสามารถในการสื่อสารอยู่เสมอ

ทักษะในการสื่อสารคือกุญแจหลักในการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลสำหรับทั้งในระดับบุคลากรทั่วไปและในระดับมืออาชีพ การทำงานร่วมกับข้อมูล , ข้อเท็จจริงและตัวเลข เป็นเรื่องสำคัญมาก และถ้าหากคุณไม่สามารถถ่ายทอดข้อมูลและข้อความที่ถูกต้องในเวลาที่เหมาะสม มันก็ยากที่จะทำให้คุณบรรลุเป้าหมายได้

ดังเช่นที่เซอร์ “Richard Branson” ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้ง “Virgin Group” เคยได้กล่าวเอาไว้ว่า “การสื่อสารเป็นทักษะที่สำคัญที่สุดที่ผู้นำคนใดคนหนึ่งจะสามารถมีได้”

เช่นเดียวกับทักษะอื่นๆ สิ่งสำคัญคือต้องทำงานอย่างต่อเนื่องในการปรับปรุงการสื่อสาร เพื่อช่วยให้คุณมีประสิทธิภาพมากขึ้นในการที่จะติดต่อสื่อสารกับทุกคนในทุกระดับ

5.การรู้จักเอาเทคโนโลยีมาช่วยลดภาระในการทำงาน

ไม่ว่าคุณจะเป็นมืออาชีพที่พึ่งเข้ามาเริ่มงานใหม่หรือแม้จะพึ่งเข้ารับตำแหน่ง CEO มันสำคัญมากที่คุณจะต้องจัดการกับภารกิจมากมายในแต่ละวัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่เป็นเจ้าของธุรกิจหลายธุรกิจ หรือคนที่กำลังสร้างความสุมดุลให้กับรูปแบบการทำงาน การทำ “รายชื่อภารกิจหรือสิ่งที่ต้องทำ” จึงเป็นสิ่งจำเป็นมาก

“Kris Snyder” ผู้ดำรงตำแหน่ง CEO ของบริษัท “Vox Mobile” ใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการบรรลุวัตถุประสงค์ในเชิงกลยุทธ์และการริเริ่มต่างๆ การมีรายชื่อกิจกรรมและภารกิจอยู่ในปฏิทินจึงสำคัญมากๆ เพื่อที่จะช่วยในการจัดลำดับความสำคัญของความสัมพันธ์และปฏิสัมพันธ์ในชีวิตประจำวันนั่นเอง

5 นิสัยประจำวันที่จะช่วยให้คุณสามารถรับมือกับสิ่งใดก็ได้

Reading Books

ในแต่ละวันคนเราต้องคอยรับมือกับความเครียดและความกดดันในการใช้ชีวิตมากมาย นักวิทยาศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆจึงได้พยายามศึกษาหาวิธีการที่จะทำให้คนหนึ่งคนสามารถรับมือกับทุกสิ่งที่เข้ามาในชีวิตได้ ทำอย่างไรจึงจะป้องกันไม่ให้คนหนึ่งคนกลายเป็นคนเครียด อมทุกข์ และดึงดูดสิ่งเลวร้ายเข้ามาในชีวิต ข่าวดีก็คือเมื่อคุณทำกิจกรรมดังต่อไปนี้จะช่วยเปลี่ยนแปลงชีวิตและเปลี่ยนนิสัยให้เป็นคนเข็มแข็งมีความสุขมากยิ่งขึ้นได้อย่างแน่นอน

บางคนอาจจะเถียงว่าคนอื่นทำได้แต่ฉันทำไม่ได้นี่ ก็จะขอยกตัวอย่างให้เข้าใจง่ายเช่น โลกนี้มีคนคุมโปรเจคระดับ 10 – 1,000ล้าน , มีดาราตั้งแต่ระดับธรรมดาไปจนถึงระดับตัวพ่อตัวแม่ , มีนักวิทยาศาสตร์ที่ต้องทำงานแข่งกับเวลาหรือต้องพยายามค้นหาคำตอบในเรื่องต่างๆอยู่มากมายหลายคน ถามว่าพวกเขาจำเป็นต้องเครียดและกดดันจนนอนไม่หลับหรือชีวิตไม่มีความสุขกันหมดทุกคนรึปล่าว ก็ไม่ ใช่มั๊ยละ เพียงแต่ถ้าคนไหนเป็นคนคิดลบหรือทำอะไรด้านลบเราจะได้เห็นว่าชีวิตเขาไม่อยู่สุขเลย

ดังนั้นสาเหตุที่คนเราควบคุมอารมณ์หรือความกดดันในชีวิตกันไม่ได้ มันไม่ได้มาจากภาระหรือปัญหาที่เรามีหรอก เพราะคนที่เขาต้องคุมโปรเจคระดับหนึ่งพันล้านที่กลับบ้านไปนอนหลับได้อย่างสบายโดยไม่เครียดไม่กังวลน่ะมันมีอยู่เยอะแยะ สิ่งสำคัญมันอยู่ที่พฤติกรรมและความคิดด้านบวกต่างหากล่ะที่เป็นตัวสร้างพลังให้กับคนเรา

1.การทำสมาธิ

การฝึกทำสมาธิมันไม่ได้ยากอะไรเลยและไม่ต้องลงทุนอะไรเลยด้วย เราอาจจะแค่ต้องดูตัวอย่างของการฝีกสมาธิที่ถูกวิธีจากเว็บไซต์วีดีโอออนไลน์ต่างๆ และบังคับตัวเองให้ทำสมาธิทุกวันจนกลายเป็นนิสัย

นักวิทยาศาสตร์ค้นพบประโยชน์จากการฝึกทำสมาธิเป็นประจำดังนี้คือ ลดความเครียด , ในระยะยาวสมองส่วนสีเท่าจะใหญ่ขึ้นทำให้เราชนะความกลัวและความกังวลได้ง่าย , เพิ่มระดับความเคารพตัวเอง , ลดระดับอาการซึมเศร้า , ลดความดันและช่วยให้นอนหลับได้ง่ายขึ้น

การฝึกสมาธิถือว่าเป็นเครื่องมือในการอยู่รอดในสังคมที่มีความกดดัน หรือมีไว้สำหรับคนที่ต้องทำอะไรที่มักสร้างความรู้สึกกดดันหรือประหม่าง่าย เช่น อาชีพนักกีฬา , นักพูด นักขาย เป็นต้น ในระยะยาวจะช่วบให้ควบคุมอารมณ์และมองสถานการณ์ต่างๆได้อย่างมีเหตุมีผล

2.การฝึกลมหายใจ (Breathing exercises)

ถือว่าเป็นเรื่องใหม่สำหรับใครหลายคนในตอนนี้เลย แต่ถ้าทำควบคู่กับการทำสมาธิจะได้ประโยชน์แบบสุดๆไปเลย โดยเราจะทำพร้อมกับการทำสมาธิหรือจะทำแยกกันเป็นคนละกิจกรรมไปเลยก็ได้ที่สำคัญเลยคือเราสามารถฝึกลมหายใจได้ตลอดทั้งวันไม่ว่าจะกำลังทำอะไรอยู่ก็ตาม

การฝึกลมหายใจช่วยทำกล้ามเนื้อของเราผ่อนคลาย , ลดความดันโลหิต , ร่างกายหลั่งเอ็นโดรฟินและช่วยในการบรรเทาความเครียดและความวิตกกังวล

3.การอ่านหนังสือ

ไม่ใช่แค่คนไทยเท่านั้นที่ไม่ค่อยอ่านหนังสืออันที่จริงคนทั้งโลกก็ไม่ค่อยจะอ่านหนังสือกันเพียงแต่มีจำนวนที่แตกต่างกันไปเท่านั้นเอง การอ่านหนังสือสามารถลดความเครียดได้อย่างมากแน่นอน เพียงแค่เปิดหนังสือที่เราชอบอ่านใจเราก็จะได้อยู่ที่อื่นไม่ได้ไปจดจ่อกับปัญหา มหาวิทยาลัยซัสเซ็กซ์ค้นพบว่าการอ่านหนังสืออย่างน้อยวันละ 6 นาที จะลดความเครียดได้ 68% และเป็นวิธีที่ง่าย สะดวกและไวกว่าวิธีการอื่นมากๆ

4.การพูดคุยปรับทุกกับเพื่อนฝูงและญาติสนิท

ในยามที่เรารู้สึกไม่ดีหรือกลัดกลุ้มใจการปรึกษาหรือระบายความในใจเป็นหนึ่งในวิธีลดความเครียดที่ได้ผล มันเป็นเรื่องปกติที่คนเราอยากได้รับความรู้สึกเป็นที่ต้องการ อยากได้รับความรัก ความเป็นห่วงจากผู้อื่นซึ่งมันเยียวยาจิตใจได้เหมือนกับการได้ชาร์จพลังใหม่

5.เขียนรายชื่อสิ่งที่ทำให้คุณรู้สึกขอบคุณหรือรู้สึกดี

คนเราคิดอย่างไรก็ได้อย่างนั้น การเขียนรายชื่อสิ่งที่เรารู้สึกขอบคุณหรือสำนึกในบุญคุณจนเป็นนิสัยจะช่วยดึงดูดสิ่งดีๆเข้ามาในชีวิตมากขึ้นไปอีกถ้าทำอย่างต่อเนื่องได้จะดีมากๆ แล้วจะได้รู้สิ่งที่ทำให้เรารู้สึกขอบคุณหรือรู้สึกดีในชีวิตนี้มีอยู่มากมาย เช่น พ่อแม่ , ครอบครัว , สัตว์เลี้ยง , หนังสือ , สายลมแสงแดด , บ้าน , ของกินที่ชอบ , ละครหรือภาพยนต์ที่ชอบ , ฤดูที่ชอบ

อะไรก็ได้ที่ทำให้เรารู้สึกดีให้เอามาเขียนลงในหน้ากระดาษทั้งหมด หรือจะพิมพ์ในคอมพิวเตอร์ก็ได้ แล้วคุณจะพบว่าพอเขียนไปเรื่อยๆไม่หยุด จะพบว่าในชีวิตนี้คุณมีสิ่งที่คุณชอบ สิ่งที่คุณรู้สึกชอบคุณ อยู่หลายร้อยอย่างเลยทีเดียว มันดีต่อสุขภาพจิตมากและมันจะดึงดูดสิ่งดีๆ โชคและเหตุการณ์ดีๆเข้าหาตัวคุณอีกด้วย ควรทำกิจกรรมนี้ “ทุกวัน” ไปเลยแล้วอย่าลืมเลิกคิดถึงสิ่งที่คุณไม่ชอบ และคอยดูความเปลี่ยนแปลงของชีวิตภายใน 2 เดือน “กฏแห่งการดึงดูดมีอยู่จริงๆ” เราท้าให้ลองด้วยตัวท่านเอง

นอกจากนี้การเขียนรายชื่อสิ่งที่ทำให้รู้สึกขอบคุณหรือรู้สึกดียังช่วยลดระดับอาการซึมเศร้าได้ 35% , สามารถเพิ่มคุณภาพการนอนหลับอีก 25% , ลดอาการเจ็บปวดทางกาย 10% , เพิ่มระยะเวลาในการออกกำลังกายได้ 19% และลดโอกาสมีอาการทางจิตทุกรูปแบบน้อยลง 16%

 

 

ศิลปะแบ่งออกเป็นกี่ประเภท

Art

ศิลปะนั้นมีมาช้านานตั้งแต่สมัยยุคก่อนประวัติศาสตร์แล้ว คนเราจะอยู่ได้ไม่ใช่เพียงแค่เกิดมาทำงานเพียงอย่างเดียวแต่ก็ต้องการความรื่นรมย์ต่างๆ อีกด้วย ซึ่งศิลปะนั้นมีส่วนช่วยอย่างยิ่งในการดำรงชีวิตของมนุษย์ไม่ว่าจะยุคใดก็ตาม ซึ่งทำให้มนุษย์เราดูมีความคิดที่ซับซ้อนสวยงามเป็นระบบและมีสมองสั่งการที่สามารถแบ่งแยกการทำสิ่งต่างๆได้อย่างเป็นขั้นตอน สามารถเลือกความชอบและไม่ชอบ สวยและไม่สวยของแต่ละคนได้ต่างกัน แต่คำว่าศิลปะนั้นไม่จำเป็นที่จะต้องมีแบบแผนอะไรมากเพราะคือสิ่งที่สร้างสรรค์จากจินตนาการและความคิดที่เป็นนามธรรมไม่ใช่รูปธรรมแต่สามารถสัมผัสและจับต้องได้จากความรู้สึกนึกคิดและจิตใจ ซึ่งความเข้าถึงศิลปะของแต่ละคนนั้นแตกต่างกัน อาจจะด้วยเรื่องรสนิยม ความชอบส่วนตัว ทัศนคติและมุมมองนั้นแตกต่างกันออกไป ซึ่งการแบ่งประเภทของศิลปะแบ่งออกเป็นทั้งหมด 2 ประเภทใหญ่ๆ ดังนี้

1.    วิจิตรศิลป์ (Fine Arts) คืองานศิลปะที่มีความอ่อนช้อยงดงามตระการตาเกินคำบรรยายสุดจะพรรณนาได้ และไม่สามารถเอามาใช้งานให้ก่อเกิดเกิดประโยชน์ขึ้นได้ ซึ่งหากบางชิ้นนำมาใช้ประโยชน์ได้ก็จริงแต่ทว่าใช้ได้ไม่เต็มที่หรือได้น้อยมาก ถือเป็นงานที่มีความละเอียดแปลกตาและลักษณะเอกลักษณ์เฉพาะเท่านั้น ซึ่งผู้สร้างงานศิลปะประเภทนี้นั้นส่วนใหญ่จะเป็นศิลปินแห่งชาติหรือบุคคลที่มีชื่อเสียงอย่างมากในการสร้างสรรค์งานศิลปะให้ออกมาแตกต่างเฉพาะตนไม่เหมือนของผู้ใดในโลก ซึ่งส่วนมากศิลปะประเภทนี้จะถูกจัดเก็บและตั้งแสดงไว้ที่พิพิธภัณฑ์ต่างๆ ทั่วทุกมุมโลกให้ผู้คนได้เข้ามาเที่ยวชมศึกษาและเข้าใจในศิลปะประเภทนี้มากยิ่งขึ้น

2.    ประยุกต์ศิลป์ (Applied Arts) คือศิลปะที่มีการประยุกต์นำมาใช้กับสิ่งรอบตัวเราเพื่อให้ก่อเกิดประโยชน์สูงสุดในการใช้งานรวมถึงสร้างสรรค์ผลงานอันสวยงามอย่างศิลปะเข้าไปผสมผสานเพื่อให้มีความสมดุลกันมากขึ้น ซึ่งศิลปะแบบประยุกต์ศิลป์นี้มีอยู่ทั่วไปตามถนนหนทาง ตึกรามบ้านช่อง งานสถาปัตยกรรมมากมายทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ รวมถึงงานออกแบบตกแต่งภายในตามสถานที่ต่างๆ หรือแม้กระทั่งในบ้านของเรานั้นล้วนมีศิลปะประเภทนี้ผสมอยู่ หรือแม้แต่งานออกแบบแบรนด์หรือผลิตภัณฑ์ทั่วไปที่มีอยู่ตามท้องตลาดนั้นก็ถือว่าเป็นการประยุกต์นำศิลปะให้เข้ามามีส่วนช่วยในการใช้งานทั้งสิ้น

ซึ่งจะเห็นได้ว่าศิลปะทั้งสองแบบนั้นไม่ได้แตกต่างกันมากเท่าใดนัก แต่จะขึ้นอยู่กับการนำไปใช้งานได้จริงและสร้างประโยชน์ให้กับผู้คนมากน้อยแค่ไหน ซึ่งไม่ว่าจะเป็นศิลปะประเภทใดก็ตามหากคนรู้จักใช้มันไปเพื่อแนวทางการศึกษาหาความรู้หรือเพื่อการใช้งาน ก็ย่อมมีผลดีต่อตัวผู้ที่ได้รับประโยชน์จากงานศิลปะนั้นๆ ทั้งสิ้น